วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2550















กิจกรรมนิทานสัญจร
ผ่านไปแล้วกับกิจกรรมหลากหลายใน”โครงการนิทานสัญจร” ที่บ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ ปลูกเมล็ดพันธุ์ ความฝันและ จินตนาการลงในหัวใจเด็กๆ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ที่เริ่มต้นด้วยการเล่านิทานแสนสนุก เรื่อง “พระจันทร์อยากมีเพื่อน” นำทีมโดยพี่จิ๋ว นักเล่านิทานแม่ลูกอ่อน ร่วมด้วยพี่บอย สามีสุดที่เลิฟเป็นผู้ประสานงาน กับ พี่ปุ้ย คอยทำหน้าที่พิธีกรและกองหลังสนับสนุนสุดตัว ทั้ง 3 สมาชิกแห่งกองกำลังบำรุงฝัน ชักชวนพี่เด็กๆ ชั้นป. 5-6 แห่งโรงเรียนบ้านทุ่งหลุก มาเป็นแนวร่วม ด้วยการฝึกฝนวิทยายุทธ์วิชาการเล่านิทาน เล่นละครกันอย่างสนุกสนาน จนในที่สุดก็ได้นิทานละครสุดหรรษาเรื่องลูกหมูสามตัว
( สงสัยว่าเอาเค้าโครงเรื่องและตัวละคร มาจากสมาชิกกองกำลังทั้ง 3 )ทั้งหมดจึงชักชวนกันตระเวนแสดงไปทุกศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลในตำบลเชียงดาว สร้างความหวาดผวา เอ้ยไม่ใช่ ความสนุกสนาน ทั้งเด็กๆและคุณครู จนป่านนี้เด็กๆก็ยังคงร้องเพลง จากนิทานกันลั่นโรงเรียน อีกไม่นานพี่จิ๋วก็คงกลายเป็นป้าจิ๋วนักเล่านิทานประจำตำบล ไม่เชื่อลองดูภาพประกอบ



ละครโรงเล็กเด็กเชียงดาว ครั้งที่ 3

27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สมาชิกละอ่อนหนอนน้อยเกือบสามร้อยชีวิต ยกทัพบุกยึดเนื้อที่เต็มโรงละครมะขามป้อม ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้มาร่วมงาน “ ละครโรงเล็กเด็กเชียงดาว ” ที่จัดขึ้นทุกเดือนติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 แล้ว
เมื่อละอ่อนน้อยลงจากรถโรงเรียนได้ ก็วิ่งตื๋อเข้าแถวตรงมาที่โรงละคร เข้าซุ้มนิทานแสนสนุกที่รอต้อนรับโดย พี่เลี้ยงนักเล่านิทานจากกลุ่มละครเยาวชนข้าวนึ่ง จากโรงเรียนเชียงดาววิทยาคมเป็นการอุ่นเครื่อง เด็กๆทำหน้าเคลิบเคลิ้ม จินตนาการตามนิทานที่พี่ๆเล่ากันอย่างเพลิดเพลิน เมื่อได้เวลา สมาชิกจากโรงเรียนอนุบาลและประถมเกือบทั้งตำบลมากันครบครัน จึงถึงเวลาของละครนิทาน เรื่อง “ลูกหมูสามตัว” โดยพี่ๆ นักแสดงตัวน้อยจากโรงเรียนทุ่งหลุก(อินเตอร์แนชั่นแน่วววววววว) ละครเรียกเสียง เฮๆ ฮาๆ เป็นระยะ แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคนดู ก็คือพี่ๆนักแสดงนั่นเอง และแล้วก็มาถึงช่วงที่ทุกคนรอคอย ละครเรื่อง พระจันทร์อยากมีเพื่อน โดยพี่จิ๋ว พร้อมด้วยทีมนักร้องนักดนตรีโดย น้องดาว ลุงริชาร์ด พี่บอย และทีมเชิดหุ่นโดย พี่จำปี พี่ปุ้ย พี่มายูมิ น้องกอล์ฟ และคณะ
หลังละครจบก็เป็นช่วง เด็กน้อยปฏิบัติการศิลปะ ในซุ้มต่างๆ ทั้ง ซุ้มทำหน้ากาก ซุ้มทำหุ่นไล่กา ซุ้มนิทาน ซุ้มวาดรูประบายสี ซุ้มหุ่นมือ อลหม่านกันทั้งเด็กทั้งครู จากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ด้วยความสุขและรอยยิ้ม เต็มสองแก้มมมมมมมมมมมมมตุ่ย

ขอขอบคุณ คุณเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย ที่บริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายโปสการ์ด เป็นค่าอุปกรณ์วาดรูปและหนังสือนิทานให้แก่เด็กๆ จ้า














โครงการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น “เรียนรู้ชุมชนผ่านกิจกรรมละคร” เริ่มต้นแล้ว
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ เหล่าสมาชิกมะขามป้อม เชียงดาว จัดประชุมชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจ และหาความร่วมมือกับชุมชน ด้วยการประชุมผู้ปกครองนักเรียน คณะครู และ อบต.ที่โรงเรียนบ้านทุ่งหลุก ซึ่งตลอดปี 50 นี้ เรามีแผนการทำงานร่วมกับชุมชนโดยเฉพาะโรงเรียนรอบๆหมู่บ้าน จึงจัดทำโครงการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น“เรียนรู้ชุมชนผ่านกิจกรรมละคร” ร่วมกับโรงเรียนในชุมชน โดยเริ่มต้นที่โรงเรียนบ้านทุ่งหลุกเป็นโรงเรียนแรก ในโครงการประกอบด้วยกิจกรรมสนุกๆ ตลอดทั้งปี เช่น การอบรมทักษะการแสดงละครเบื้องต้น อบรมการถ่ายภาพเรื่องของดีๆในหมู่บ้าน เรียนวาดภาพสีน้ำตามท้องทุ่ง ฝึกแต่งนิทานจากตำนานเรื่องเล่าในชุมชน ลองทำของเล่นพื้นบ้านกับพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย อบรมละครหุ่นสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ ฝึกเป็นมัคคุเทศก์น้อยขี่จักรยานเที่ยวรอบหมู่บ้าน และ ปิดโครงการด้วยนิทรรศการแสดงผลงานเด็กๆช่วงปลายปี ในงาน “มหกรรมมหัศจรรย์วันหุ่นฟางข้าว”
โดยกิจกรรมทั้งหมดเราจะรวบรวม จัดทำเป็นกิจกรรมการเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่น “เชียงดาวบ้านเฮา” เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่ดีงามของชุมชน จนเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดต่อไป

ข่าวดี ! โครงการนี้รับอาสาสมัครผู้สนใจไปช่วยงานเป็นครูอาสาใครคิดว่ามี หัวใจอาสา อยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ก็เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ อีกไม่นาน เราจะประกาศข่าวให้ทราบทางเวบไซต์ต่อไปจ๊ะ



Posted by Picasa

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ประชุม ชีวิต slow down





ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่มะขามป้อมสตูดิโอ สะพานควาย เหล่าองค์กรพันธมิตรนอกคอก(ฮา) นำโดยแกนนำอย่างสถาบันต้นกล้า อาศรมวงศ์สนิท มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กลุ่มละครมะขามป้อม กรีนพีซ ร่วมพูดคุยกันเพื่อค้นหาความสนใจในการรณรงค์เรื่องที่น่าสนใจต่อสังคม ต่อเนื่องจากโครงการสัปดาห์ปิดทีวี ที่เครือข่ายร่วมกันรณรงค์ไปเมื่อต้นปี ที่ผ่านมา พวกเราพุ่งเป้าความสนใจไปที่ เรื่อง”ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ slow down ประเด็นในการรณรงค์ให้ใช้ชีวิตช้าลง เพื่อละเลียดกับความสุขระหว่างทาง มากกว่าจะพุ่งเป้าไปอิ่มเอมกับความสำเร็จของผลลัพท์
จากแนวคิดหนังสือ ขายดีชื่อ ที่จัดพิมพ์โดยมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค และติดอับดับหนังสือขายดี ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมา แสดงว่าแนวคิดเรื่องนี้ ได้รับความสนใจจากมหาชนชาวสยามอยู่พอสมควร
เรามีข้อสรุปจากการพูดคุยกันว่าน่าจะจัดพูดคุยเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องประเด็นการใช้ชีวิตช้า นี้ส่งผลกระทบด้านบวกและลบอย่างไร ในด้านที่องค์กรตัวเองรับผิดชอบอยู่เช่น มะขามป้อมก็ดูเรื่องผลที่มีต่องานศิลปวัฒนธรรม ต้นกล้าก็มุ่งไปที่งานเยาวชน มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคหาข้อมูลด้านสิทธิผู้บริโภค อาศรมวงศ์สนิทดูเรื่องวิถีชีวิตทางเลือก กรีนพีซรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะหาข้อมูลการทำงานที่รอบด้านมากที่สุด ในระหว่างนั้นอาจมีการจัดกิจกรรม workshop หมุนเวียนกันไปตามองค์กรต่างๆ แล้วค่อยมากำหนดกิจกรรมรณรงค์สร้างกระแสสังคม เช่นการจัดเสวนาเปิดตัวหนังสือเพื่อเป็นการให้ข้อมูลต่อสังคม ไปพร้อมๆกับการทำกิจกรรมรณรงค์ขององค์กรพันธมิตรไปพร้อมๆกัน แหล่งที่เราเล็งว่าจะจัดกิจกรรมก็น่าจะเป็นตามร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย ตอนนี้ยังเปิดรับองค์กรที่สนใจในประเด็นนี้เข้าร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อช่วยกันจัดกิจกรรมสนุกๆที่จะตามมาอีกเพียบ เร็วๆ นี้ เอ้ย ไม่นานเกินไปนี้
พวกเราหลายคนสะท้อนว่า โดยธรรมชาติที่ผ่านมาพวกเราก็เป็นพวกช้า.......ซะจนบางทีก็ไม่ค่อยจะทันกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกใบนี้อยู่แล้ว คราวนี้ก็จะได้มาช้ากันยิ่งขึ้นไปอีก แล้วจะได้งานได้การกันไหมละเนี่ย....ความคืบหน้าจากการประชุมครั้งต่อไปเป็นอย่างไรจะรายงานให้ทราบกันอีกทีอย่างช้า.......ๆๆๆ ต่อปายยยยย สวาสสสสสสสสสดี

นาฏวิทยา คลินิก





โครงการเกื้อกูลวิทยาการนาฏกรรมแก่คณะละครรุ่นใหม่ในประเทศไทย ของสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา)

วันเสาร์ที่ผ่านมา ที่มายาลัย มะขามก๋วยร่วมเสวนากับเพื่อนๆกลุ่มละครหลายกลุ่มทั้งพระจันทร์เสี้ยว รองเท้าแก้ว บางเพลย์ และ น้องๆกลุ่มละครรุ่นใหม่อีกหลายกลุ่ม โดยมีพี่เจี๊ยบ สันติ จิตระจินดา ผู้อำนวยการทางศิลปะ จากมายาเป็นวิทยากรบรรยายถึง วิธีการทำงาน ทิศทาง และ ยุทธศาสตร์การดำเนินงานละครในประเทศไทย แบ่งปันประสบการณ์ระหว่างคณะละคร งานนี้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และ เห็นแนวทางกันทำงานที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เห็นทีน่าจะจัดอีกบ่อยๆด้วยการจัดหมุนเวียนกันไปเป็นเจ้าภาพตามคณะละครต่างๆ สักเดือนละครั้ง เน้นไปที่วิธีการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน เป็นการจัดการองค์ความรู้เรื่องการบริหารการดำเนินงานของคณะละครในประเทศไทย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในฐานะกัลยาณมิตร ก็จะเป็นคุณูปการต่อวงการละครทางเลือกของบ้านเรามากทีเดียว

มหาชนก never say die รีเทิร์น









27 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทีมละครเรื่อง”มหาชนก never say die” ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัย abac แสดงให้กับนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติ สาขา ปรัชญา ก่อนที่กลางเดือนหน้าจะได้รับเชิญให้ไปร่วมแสดงในงานประชุมนักการละครเพื่อการพัฒนาจากทั่วโลก 2 รายการคือ งาน IDEA 2007 ที่ฮ่องกง และ Assitej ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
การแสดง เริ่มต้นอย่างเรียบง่ายด้วยการเล่าเรื่อง ของริชาร์ดที่รับหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องกล่าวถึงที่มาของ เรื่องมหาชนก และ เข้าสู่การแนะนำตัวละคร ด้วยการแสดงเดี่ยวของ พี่ตั้ว ที่ค่อยๆเล่าเรื่องผ่านการแสดงเดี่ยวอันเข้มข้น ทรงพลัง พลิกบทบาทไปมา ทั้งพระมหาชนก นางมณีเมขลา ชายชาวประมง หญิงบริการ แรงงานชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ทหารในสามจังหวัดชายแดน เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านการแสดงที่สะกดสายตาผู้ชมต่างชาติในห้องประชุมให้ติดตามเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบด้วยความประทับใจ
เมื่อจบการแสดงจึงเป็นการพูดคุย ระหว่างผู้ชมกับนักแสดง และ ผู้กำกับ มีการถามถึงแนวคิดในการนำเสนอเรื่องราวที่เป็นปัญหาของประเทศไทย วิธีการสร้างเรื่องราวจากละคร การทำงานของมะขามป้อม และอีกหลากหลายคำถาม
สุดท้ายเป็นการทำ Mini Workshop แนะนำวิธีการทำงานของมะขามป้อมผ่านเครื่องมือทางศิลปะ คุณริชาร์ด วิทยากรหน้าฝรั่งของเรา ให้ทำแผนที่แนะนำประเทศของตัวเอง ผ่านการทำศิลปะแบบจัดวาง ( Installation Art ) แล้วจึงเป็นการแลกเปลี่ยนแนะนำเครื่องมือการทำงานว่าการทำแผนที่เป็นกิจกรรมที่มะขามป้อมนิยมใช้เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทบทวนตัวเอง เพื่อเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกับเพื่อน เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ในชีวิต ผ่านการทำงานศิลปะ จะทำให้ง่ายต่อการสร้างบรรยากาศความไว้วางใจ รู้พื้นฐานที่มาของกันละกัน เป็นกิจกรรมที่สนุก อาศัยความคิดสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมสูงมาก พร้อมทั้งมีการฉายวิดีโอการทำงาน ด้วยเครื่องมือแผนที่นี้ จากการทำงานในค่ายผู้อพยพ หรือ ผู้ประสบภัยในพื้นที่สึนามิ ด้วย