วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551
แผลงฤทธิ์…กลุ่มสถาปนิกหนุ่มสาวที่มีกำลังมาแรงแห่งเมืองเชียงใหม่
June 18th, 2008
‘แผลงฤทธิ์’ ไม่ใช่ชื่อภาพยนตร์กำลังภายใน แต่เป็นกลุ่มสถาปนิกเลือดใหม่ที่มีชื่อติดหู
ซึ่งมีผลงานการออกแบบอาคารรูปลักษณ์ไม่เหมือนใคร ที่กระจายตัวอยู่ในเชียงใหม่ทุกวันนี้
ผลงานการออกแบบของคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้กำลังมาแรงและมีบทบาทไม่น้อยในการตกแต่ง
โฉมหน้าส่วนหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ให้ดูทันสมัย ด้วยแนวคิดและการออกแบบอาคารที่เป็นเอกลักษณ์
สำนักงานของแผลงฤทธิ์ถูกออกแบบให้มีความเรียบง่ายตรงไปตรงมาดูทันสมัย เปิดเผยให้เห็นพื้นผิวของ
วัสดุจริงประกอบกับบานกระจกทรงสูงโปร่งให้ความต่อเนื่องของพื้นที่ภายนอกและภายใน ซึ่งโดดเด่นจาก
อาคารและบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงคนอาจจะเรียกงานที่เราทำว่าเป็นแนวโมเดิร์น เพราะดูผิดหูผิดตา
ไปจากคนอื่น ผมเคยถามคนทั่วไปว่าตรงไหนที่คิดว่าเป็นเอกลักษณ์ของเรา เขาบอกว่าตรงที่เราใช้เหล็ก
และใช้ไม้แบบนี้แหละ เรามักใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นไม่กี่ชนิดเช่น ปูน ไม้ และเหล็ก ที่สามารถสร้างขึ้น
ได้ง่ายและมีราคาไม่แพง ที่จริงแล้วผมว่าเป็นสไตล์ของเราเองมากกว่าซึ่งมักมาจากการแก้ปัญหาต่าง ๆ
และความต้องการในสร้างอาคารในฝันบนพื้นฐานการมีวัสดุและงบประมาณที่จำกัด” ขวัญชัย สุธรรมซาว
สถาปนิกและผู้บริหารหนุ่ม วัย 30 ปี แห่งแผลงฤทธิ์กล่าวเขาเสริมว่าพื้นฐานการออกแบบของแผลงฤทธิ์
นั้นมีองค์ประกอบสำคัญมาจากพัฒนาการของวัสดุพื้นฐานใน ปัจจุบันซึ่งเอื้ออำนวยให้แนวความคิดการ
ออกแบบนั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางกว่าเดิม เช่นการมีแผ่นเหล็กหรือเมทัลชีทที่ช่วยให้สามารถออกแบบ
โครงสร้างหลังคาที่แตกต่างไป แทนการใช้คอนกรีตเทที่มีน้ำหนักมาก หรือกระจกบานสูงที่ช่วยให้ผู้ออก-
แบบสร้างงานตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น
ขวัญชัยเป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพจากสถาบันราชมงคลล้านนา
และสำเร็จระดับอุดมศึกษาจากคณะคุรุศาสตร์สถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง
กรุงเทพ ในช่วงดังกล่าวนั้นเขามีผลงานการออกแบบที่ได้รับรางวัลเชิงความคิดสร้างสรรค์จากงานประกวด
แบบทางสถาปัตยกรรมหลากหลายเช่น รางวัลรองชนะเลิศ โครงการสาทร 2000 ของสถานทูตฝรั่งเศสในปี
2542 รางวัลรองชนะเลิศผลิตภัณฑ์ยิมซั่มไทย ปี 2543 รวมทั้งรางวัลรองชนะเลิศอันดับสามศูนย์ออกแบบ
สีนิปปอนใน ปี 2546
“พอเรียนจบมาก็ทำงานกราฟิกดีไซน์ เพราะตอนนั้นบรรยากาศของวงการสถาปนิกที่เรารับรู้มามันไม่ค่อยดี
ทำให้ไม่อยากเป็นสถาปนิกไปพักใหญ่ อยู่มาวันหนึ่งได้อ่านหนังสือ ‘Rich dad, Poor dad’ เข้าทำให้เกิด
จุดเปลี่ยนทางความคิดว่าเราน่าจะเลือกทางเดินที่คนอื่นไม่ค่อยเลือกคือการทำธุรกิจของตัวเอง ถึงแม้มี
ความเสี่ยงแต่ถ้าไม่สำเร็จก็คิดว่ายังกลับมาสมัครงานบริษัทต่างๆ อีกได้ ในเมื่อเรามีความรู้ความสามารถ”
ขวัญชัยทบทวนความหลังถึงจุดเปลี่ยนในวันที่เขาตัดสินใจขายรถ และลาออกจากงานที่กรุงเทพเพื่อกลับ
มาทำธุรกิจที่บ้านเกิด โดยตัดสินใจเปิดร้านกาแฟที่เชียงใหม่ โดยใช้ความรู้ทางสถาปนิกออกแบบร้านใช้
ชื่อว่า Café Mong Pearl ซึ่งต่อมาได้ขายต่อกิจการไป เมื่อหันมาทำบริษัทสถาปนิกอย่างจริงจัง
“ห้าปีก่อนนั้นร้านกาแฟกำลังบูม คิดว่าทำไมสตาร์บัคยังทำได้ เห็นว่ากาแฟมีต้นทุนไม่แพง แต่เมื่อทำเข้า
จริงนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะมีอะไรอย่างอื่นอีกมาก ปรากฎว่าทำไปใช้หนี้ค่าตกแต่งร้านไป ไม่เหลือ
กำไรเท่าไร จังหวะนั้นมีเพื่อนที่เรียนสถาปัตยกรรมมาด้วยกันชวนให้ทำงานออกแบบด้วย ก็เลยทำทั้งร้าน
กาแฟและงานออกแบบวุ่นวายไปหมดบริหารจัดการไม่เป็น บังเอิญมีคนสนใจขอซื้อกิจการร้านกาแฟจึงขาย
ไปและตั้งใจกลับไปหางานใหม่ แต่เพื่อนก็ชวนให้มาลุยเปิดบริษัทกันเอง อันเป็นที่มาของแผลงฤทธิ์ในวันนี้”
ขวัญชัยท้าวความถึงจุดเริ่มต้นทางธุรกิจในปี 2548 โดยกล่าวว่าวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือความชัดเจน
และเอาบทเรียนต่าง ๆ ที่เคยล้มเหลวทางธุรกิจมาใช้ในการบริหารจัดการบริษัทแผลงฤทธิ์จนสามารถยืนหยัด
อยู่ได้จนมีทีมงานซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่กว่าสิบห้าคนในวันนี้
“ชื่อแผลงฤทธิ์นั้น มันคือกิริยาของคนที่อึดอัดแล้วต้องแสดงออก แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของความก้าวร้าว
แต่เป็นการแก้ปัญหาและเปลี่ยนแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส เกิดเป็นผลงานที่มีผลกระทบมาก”
ผลงานการออกแบบอาคารของแผลงฤทธิ์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและแนะนำกันไปปากต่อปาก นับตั้งแต่การออกแบบ
บ้าน โครงการบ้านพักอาศัย อาคารพานิชย์ ร้านอาหาร เช่น Maze Cafe’ หรือว่า Mo Hotel โรงแรมรูปทรง
หลุดโลกที่ได้ทำงานออกแบบร่วมกับศิลปินชื่อไทวิจิตร พึ่งสมบูรณ์ ซึ่งกำลังก่อสร้างย่านถนนท่าแพ เมือง
เชียงใหม่ที่พร้อมจะเปิดตัวในเร็ววันนี้หัวเรือใหญ่แห่งแผลงฤทธิ์กล่าวว่าบริษัทฯนั้นมีงานยาวไปจนถึงสิ้นปีหน้า
โดยได้ขยายพื้นที่การออกแบบไปสู่พื้นที่อื่น ๆ แล้วอย่างจังหวัดภูเก็ตและเกาะสมุย นอกจากนี้เขายังได้เปิด
บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ชื่อว่า ‘บริษัทไร้เทียมทาน’ เพื่อรองรับงานก่อสร้างไปในเวลาเดียวกัน ”ที่ผ่านมาผม
ทำงานไปนับสิบโครงการในปี ๆ หนึ่ง ในอนาคตอยากจะจำกัดงานของเราให้เหลือปีละแค่ห้าโปรเจคเท่านั้น
ก็พอเพื่อให้ได้คุณภาพดี” ในการทำงานออกแบบแต่ละโครงการนั้น ขวัญชัย เน้นว่าต้องคำนึงถึงภาพรวมและ
ผลกระทบต่อเมืองด้วย ”ผมยึดความเหมาะสมก่อน ถ้าผมรับได้ลูกค้ารับได้ก็ win-win ทั้งคู่ ถ้าลูกค้าต้องการ
ตามใจฉันหมดโดยไม่มีเหตุผล ผมจะไม่ทำ ยิ่งให้สร้างคร่อมคลอง พาดลำเหมืองผมไม่เอา”
“ที่ผ่านมาผมทำงานออกแบบมาทุกรูปแบบไม่ว่าแนวล้านนาหรือแนวทรอปิคอล แต่คิดว่าเราต้องมีความ
ชัดเจนสักอย่าง ซึ่งเราเลือกที่จะทำงานในแนวนี้ที่เราชอบมากที่สุด การที่ทำอะไรแตกต่างย่อมถูกจับตา
มองเป็นธรรมดา คนอาจมองว่าเราจุดกระแสงานออกแบบแนวโมเดิร์นขึ้นที่นี่ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ความจริง
งานแนวนี้มีมานานแล้ว เช่นปั้มน้ำมันหรือธนาคารก็เป็นงานออกแบบที่โมเดิร์นแต่เราเคยชินกับมันมาแต่ไหน
แต่ไร ที่จริงผมทำงานออกแบบแนวนี้มานานแต่เป็นบ้านตามซอกซอย พอช่วงหลังมีโอกาสออกแบบอาคาร
สาธารณะอย่างร้านอาหาร หรือสำนักงานที่คนพบเห็นมากทำให้รู้จักเรามากขึ้น”
ตามทัศนะของขวัญชัย งานสถาปัตยกรรมประกอบขึ้นจากองค์ประกอบเล็ก ๆ หลายส่วนและรวมกันเป็นส่วน
ประกอบของเมืองอีกที ซึ่งเมื่อวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปสถาปัตยกรรมก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ลูกค้าบางคนบอกว่าต้องการอยู่บ้านแบบล้านนาดั้งเดิม อยากมุงกระเบื้องดินขอ แต่ก็ต้องการเครื่องปรับ
อากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายแบบสมัยใหม่ ซึ่งคามคิดของผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เข้ากันเลย
กับวิถีชีวิตของเขาที่แตกต่างจากคนสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง การออกแบบทุกอย่างมันต้องมีที่มาที่ไปของมัน
เช่นการที่คนสมัยก่อนทำฝาไหลอยู่ข้างล่าง เพราะเขานอนบนพื้น ไม่ได้นอนเตียงเหมือนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่อง
ที่ต้องมีความเข้าใจ ไม่ใช่เอามาใช้ผิดที่ผิดทาง” ในสายวิชาชีพขวัญชัยมีสถาปนิกที่เขาชื่นชอบในดวงใจ
หลายคน โดยเฉพาะสถาปนิกที่โด่งดังในระดับสากลอย่าง Rem Koolhass แห่งสำนัก OMA (The Office
for Metropolitan Architecture) แห่งเนเธอร์แลนด์ ที่เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบชุมชน
เมือง ซึ่งมีผลงานการออกแบบอาคารสำคัญ ๆ ทั่วโลก ขวัญชัยมองแนวโน้มทางการออกแบบสถาปัตยกรรม
ในอนาคตว่า “เทรนด์ของการออกแบบจะมุ่งไปในประเด็นที่เกี่ยวกับโลกร้อนมากขึ้น รวมทั้งเรื่องการพัฒนา
วัสดุก่อสร้างในเชิงชีวภาพ เช่นต่อไปที่อาจมีน้ำยาเคมีที่เชือมไม้หรือเหล็กให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ อะไรทำนอง
นั้น” “ผมว่าต่อไปนั้นเทคโนโลยีและวัสดุจะเป็นตัวกำหนดเทรนนั้นออกมาเอง” หัวหน้ากลุ่มสถาปนิกรุ่นใหม่
ที่กำลังประสบความสำเร็จในเชียงใหม่ในวันนี้ กล่าวส่งท้าย
ทุกวันนี้ใครที่ได้มาเยือนเชียงใหม่ต่างกล่าวว่าโฉมหน้าของเชียงใหม่ในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมากท่ามกลาง
สภาพของเมืองที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว การก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ และอาคารพานิชย์ต่าง ๆได้
ผุดขึ้นให้เห็นกระจายอยู่ทั่วทั้งเมือง ถนนนิมมานเหมินท์หรือพื้นที่อยู่อาศัยต่าง ๆ กำลังแปรเปลี่ยนเป็นย่าน
ธุรกิจการค้าตามซอกมุมต่างๆ นั้นมีอาคารที่มีรูปลักษณ์ต่าง ๆ ที่ปนเปกันไปอย่างมีสีสัน ทั้งอาคารรูปทรง
อนุรักษ์อย่างล้านนา ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอาคารแบบมินิมัลลิสต์ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ อันแสดงถึงอัตลักษณ์
และทิศทางการเติบโตของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบันที่ยังยืนอยู่รากเหง้าวัฒนธรรมแบบเดิมเป็นสำคัญ แต่ก็
กำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นเมืองสมัยใหม่อย่างเต็มตัวทั้งนี้บรรดานักออกแบบรุ่นหนุ่มสาวแห่งเชียงใหม่ต่าง ๆ
เหล่านี้ กำลังเป็น เรี่ยวแรงที่มีบทบาทอย่างสำคัญในกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเมือง ซึ่งโฉมหน้า
เชียงใหม่ในอนาคตนั้นย่อมขึ้นอยู่ภายใต้แนวคิดและมันสมองการออกแบบของคนรุ่นใหม่ที่แสดงออกบน
พิมพ์เขียวแต่ละแผ่นด้วยนั่นเอง
วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551
อบรมครูร.รมิตรมวลชนเชียงใหม่
มะขามป้อมงานเข้า อบรมครูชียงดาวสุดฮอต โรงเรียนออเดอร์เพียบ
วันที่ 4-5 สิงหาคม ที่ผ่านมา โรงละครมะขามป้อมคึกคักอีกครั้ง เมื่อได้ต้อนรับ คณะครูจากโรงเรียนมิตรมวลชนเชียงใหม่ โรงเรียนน้องๆชาวเขา จากบ้านห้วยลึก อ.เชียงดาว โดยการนำของผ.อ สุดเวิร์ค อ. สำราญ ที่อุตส่าห์ปิดโรงเรียน เข้าร่วมอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์สำหรับครู เป็นการอบรม 2 วัน เรื่องเทคนิคการส่งเสริมการรักอ่าน
วิทยากร ก๋วย ต้อม จากฝ่ายละครการศึกษา เริ่มต้นที่การแลกเปลี่ยนพูดคุยประสบการณ์ส่วนตัว เรื่อง ความประทับใจจากการอ่าน บางคนชอบอ่านการ์ตูน เรื่องสั้น หรือ วรรณกรรม ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลง เป็นแรงบันดาลใจ ในการดำเนินชีวิต แล้ว เริ่มออกแบบ มุมห้องสมุดในฝันของแต่ละคน แล้วมาออกแบบห้องสมุดในฝันของแต่ละทีม ทั้งห้องสมุดบนท้องฟ้า ในน้ำ บนดิน เน้นจินตนาการ และ ความคิดสร้างสรรค์กันให้บรรเจิดสุดฤทธิ์สุดเดช ส่วนช่วงบ่ายเป็นการเรียนรู้เทคนิคละครสร้างสรรค์มาสร้างการแสดงเล็กๆง่ายๆประกอบการเล่านิทานในห้องเรียนที่น่าสนใจ คุณครูทำสนุกสนานเพลิดเพลิน กันเลยทีเดียว
วันที่สอง เป็นการระดมเรื่องราว เรื่องเล่าในชุมชน เป็นนิทานพื้นบ้าน แล้ว สร้างเป็นนิทานประกอบการแสดง ด้วยเทคนิคการเล่าปากเปล่าโดยการเพิ่มท่าทาง น้ำเสียง ลีลาในการเล่า มากยิ่งขึ้น คุณครูทำได้ดี น่าชื่นชมมากๆเลยทีเดียว สุดท้ายเป็นการ นำนิทานพื้นบ้านที่ได้มา สร้างหุ่นสามประเภทได้แก่ หุ่นเงา หุ่นก้านเชิดและหุ่นมือ
ทั้งสองวันเป็นการอบรมที่ทำให้ครูได้แนวคิด เทคนิคการสอน และ กำลังใจ อย่งท่วมท้น หลังการอบรมครูจะเป็นกิจกรรมอบรมแกนนำนักเรียนโรงเรียนมิตรมวลชน เพื่อขยายเครือข่ายรักการอ่านในชุมชน ในเดือนถัดไป ระหว่างนี้มีโรงเรียนหลายโรงติดต่อมาร่วมกิจกรรมกับมะขามป้อมศูนย์เชียงดาวหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนปางเฟือง โรงเรียนบ้านถ้ำ โรงเรียนบ้านทุ่งหลุก โรงเรียนปลาดาว แม่แตง สนใจทั้งกิจกรรมอบรมครู ละครโรงเล็ก หรือ ค่ายเยาวชนต่างๆ ท่าทางเหล่าสต้าฟเชียงดาว ต้องทำงานหนักกันน่าดู แต่จะเป็นการทำงานหนักที่เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้ร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงชุมชนเล็กๆของเราให้เป็นชุมชนที่ร่าอยู่สำหรับเด็กๆ ได้จริงๆ
Bookbike บุกเชียงดาว
ปูพรมทั่วเชียงดาวหวังสร้างกระแส “รักการอ่าน” ทั้งอำเภอให้ยั่งยืน
ตลอดเดือน กันยายนที่ผ่านมา โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กทั่วอำเภอเชีงดาวแตกตื่น เมื่อได้พบกับสิ่งประดิษฐ์สุดมหัศจรรย์ Bookbike ห้องสมุดเคลื่อนที่ ที่บรรจุหนังสือ นิทาน วรรณกรรมเยาวชน และ กิจกรรมน่าสนใจสำหรับเด็กมากมาย ทั้งการเล่านิทาน มายากล เกมสนุกๆ โดย พี่บอย พี่กั๊ก พี่นิสัน ตั้งใจมอบกิจกรรมดีๆ ที่อยากให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงหนังสือ ดีๆมีประโยชน์ ส่งเสริมนิสัยการรักการอ่านนอกจากนั้นยังเป็นการต่อยอดการขยายผลจากกิจกรรมของแกนนำนักเรียนรักการอ่านในโรงเรียน จากโครงการปลูกต้นรักการอ่านปีที่ 1 ที่เพิ่งดำเนินการเสร็จสิ้นลงไปไม่นาน รถบุ้คไบท์จะตระเวณเข้าไปในทุกพื้นที่ ที่เด็กๆอยู่ เมื่อไปถึงจะจัดสถานที่นิดหน่อย เรียกเด็กๆด้วยการนำเกมสนุกๆ ร้องเพลง แล้ว จะเริ่ม บรรเลงกลยุทธ์หลอกเด็ก ด้วยการเล่านิทาน อ่านหนังสือ ชี้ชวนแนะนำหนังสือดีๆให้เด็กได้อ่าน อ่าน อ่าน และ อ่าน เด็กๆ จากศูนย์เด็กเล็ก น้องนักเรียนโรงเรียนประถมหลายแห่งในอำเภอ นั่งนิ่งอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ ที่ดูจะขัดแย้งกับงานวิจัยว่าเด็กไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ หรือ อ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัด แท้ที่จริงอาจเป็นเพราะเด็กไทยไม่มีหนังสือที่เหมาะกับเด็กให้อ่าน หรือ เด็กเข้าไม่ถึงหนังสือมากกว่า ที่น่ายินดีคือผ็บริหาร คณะครูเกือบทุกโรงเรียนที่เราแวะเวียนไป ต่างต้อนรับกิจกรรมอย่างอบอุ่น สนุกสนาน มีโรงเรียนอีกหลายแห่งติดต่อ เข้าคิวรอให้รถบุ้คไบท์ไปเปิดบริการในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก ต้องขอบพระคุณมูลนิธิ สตาร์ฟิช ที่สนับสนุนการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ห้องสมุดเคลื่อนที่ และ กิจกรรมดีๆอย่างนี้ให้มะขามป้อมดำเนินการได้บรรลุผล
ที่น่าชื่นใจไปกว่านั้นก็คือ กลุ่มบริษัท แปลน ที่พาพนักงานเดินทางขึ้นมาทำกิจกรรมดีๆเพื่อสังคม เมื่อเดือนก่อน ในโครงการ PSR หรือ Plan Social Responsibility เพื่อเตรียมสร้างห้องสมุดในชุมชนบ้านออน หนึ่งในพื้นที่ ที่มะขามป้อมทำงานอยู่ด้วย มีความสนใจในโครงการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ จึงจัดประกวด การออกแบบรถห้องสมุดเคลื่อนที่ โดยได้รับความสนใจจากนักออกแบบ ส่งแบบเข้าประกวดมากถึง 14 แบบ โดยให้ผู้ออกแบบได้นำเสนอแนวคิดในการออกแบบแก่กรรมการตัดสิน ที่มีป้านวล และ ป้าหมวย ร่วมเป็นคณะกรรมการ กับพี่ๆสถาปนิกรุ่นใหญ่ของบริษัท แต่ละแบบก็ล้วนแล้วแต่มีความน่าสนใจ จุดเด่นกันไปคนละแบบ ในที่สุด ก็ได้แบบที่ชนะเลิศที่ผสมผสานแนวคิดสองแบบเข้าด้วย และ นักออกแบบจะร่วมกันพัฒนาแบบ จนเป็นรถห้องสมุดเคลื่อนที่ ที่พร้อมจัดสร้างและ ส่งมอบให้กับมะขามป้อมศูนย์เชียงดาว ใช้งานได้จริง ราวๆเดือนตุลาคมนี้ ส่วนแบบที่เหลือทั้ง 12 แบบ มะขามป้อมจะพยายามผลักดันให้สามารถสร้างได้จริง จากการสนับสนุนขององค์กรในท้องถิ่น เพื่อสร้างเป็นรถห้องสมุดเคลื่อนที่ในหมู่บ้านต่อไป งานดีๆแบบนี้มะขามป้อมต้องขอขอบพระคุณนักออกแบบทุกท่าน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากบริษัทแปลน ที่ริเริ่มโครงการดีๆเพื่อชุมชน และ สังคมได้อย่างน่าชื่นชม
วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551
สุขภาวะทางปัญญา
โดย พระไพศาล วิสาโลหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 23 ธันวาคม 2549
องค์รวมหมายถึงความเป็นหนึ่งอันเกิดจากความเชื่อมโยงอย่างบรรสานสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ สิ่งที่ตามมาก็คือคุณภาพใหม่ที่พิเศษไปจากคุณภาพขององค์ประกอบย่อย ๆ ทั้งหลาย ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นคุณสมบัติดังกล่าวชัดเจน ได้แก่ ออกซิเจน และไฮโดรเจน ต่างเอื้อต่อการเกิดไฟ แต่เมื่อมารวมกันเป็นน้ำ ก็ได้คุณภาพใหม่ที่สามารถดับไฟได้ หรือแสงเจ็ดสีเมื่อมารวมกันจะได้แสงสีขาว ซึ่งเป็นสีที่พิเศษไปจากสีทั้งเจ็ดสุขภาพองค์รวมหมายถึงสุขภาพที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต เป็นสุขภาวะโดยรวมอันเกิดจากสุขภาวะทางกาย จิต และสังคม ซึ่งต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ยากที่จะแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ หรืออย่างโดด ๆ ได้แนวคิดเรื่องสุขภาพองค์รวม มาจากความคิดพื้นฐานที่ว่า มนุษย์แต่ละคนนั้นประกอบ ด้วยกายและใจ ขณะเดียวกันก็มิอาจแยกตัวอยู่โดด ๆ ได้ หากยังต้องมีความสัมพันธ์กับผู้คน เริ่มจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องไปจนถึงผู้คนในสังคม ด้วยเหตุนี้ กายและใจจะต้องสัมพันธ์กันด้วยดี ควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ทางสังคม ถึงจะทำให้ชีวิตมีความเจริญงอกงามหรือมีสุขภาพที่ดีได้การวิจัยตลอด ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาได้ชี้ว่า มีหลายโรคที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและความ สัมพันธ์กับผู้คน ที่ชัดเจนได้แก่โรคหัวใจ คนที่มักโกรธ เครียดจัด มุ่งมั่นเอาชนะ ไม่ยอมแพ้ มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนที่มีจิตใจผ่อนคลาย เมื่อปี ๒๕๓๘ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการศึกษาคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดจำนวนกว่า ๑,๖๐๐ คน พบว่าคนที่ไม่สามารถควบคุมความโกรธได้ มีอัตราการกำเริบของโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าถึง ๒ เท่าเมื่อเทียบกับคนที่มีอารมณ์สงบและสามารถควบคุมตนเองได้ นอกจากนั้นยังมีการค้นพบว่าการจัดการกับความเครียดที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการตายมากกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก แม้แต่โรคติดเชื้อ ก็มีอิทธิพลของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ในสก็อตแลนด์ มีการพบว่าร้อยละ ๖๕ ของคนที่เป็นวัณโรคเคยประสบเหตุการณ์ที่ทำให้เครียดจัด ร้อยละ ๙๐ ของเหตุการณ์ณ์ดังกล่าวได้แก่การผิดหวังในความรัก ล้มเหลวในการแต่งงาน เมื่อคนเหล่านี้หายจากโรค ปรากฏว่าคนที่กลับมาเป็นโรคนี้ใหม่ ร้อยละ ๗๕ ประสบเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกข์มาก ส่วนคนที่ไม่เป็นโรคนี้ มีเพียงร้อยละ ๑๒ เท่านั้นที่ผ่านเหตุการณ์อย่างเดียวกัน ในขณะที่ความเครียดและความวิตกกังวลมีผลในการก่อโรค ความรู้สึกผ่อนคลาย แช่มชื่นเบาสบาย ไร้วิตกกังวล ก็ย่อมช่วยให้สุขภาพดีขึ้น หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้เร็วขึ้น หรือมีอายุยืน มีการวิจัยเป็นอันมากที่ยืนยันเรื่องนี้ เมื่อปี ๒๕๔๐ ได้มีการศึกษาผู้มีอายุระหว่าง ๕๕-๘๕ ปีจำนวนกว่า ๒,๘๐๐ คนในอเมริกา พบว่าคนที่รู้สึกว่าควบคุมชีวิตตนได้มีอัตราการตายน้อยกว่าคนที่รู้สึกท้อแท้กับชีวิตถึงร้อยละ ๖๐ ส่วนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มองโลกในแง่ดีหรือสามารถจัดการกับความโกรธได้ดีมีแนวโน้มที่จะอยู่ยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่มีความเครียดหรือเก็บกดความโกรธเอาไว้ ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย นั้นทำได้หลายอย่าง วิธีหนึ่งก็คือการสวดมนต์ ในอเมริกาพบว่าในบรรดาผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจนั้น คนที่มีศรัทธาและได้กำลังใจจากศาสนามีอัตราการตายน้อยกว่าคนที่ไม่ได้สนใจศาสนาถึง ๑ ใน ๓ ส่วนคนที่ไปวัดสม่ำเสมอก็มีอัตราการตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ไปถึงครึ่งหนึ่ง แม้ว่าจะนำเอาพฤติกรรมการสูบบุหรี่และปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมสุขภาพมาพิจารณาในการวิจัยแล้วก็ตาม นอกจากจิตใจที่สงบ ผ่อนคลายแล้ว ความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็มีผลต่อสุขภาพมาก เคยมีการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม ทั้ง ๒ กลุ่มได้รับการศึกษาตามมาตรฐานการแพทย์แผนใหม่ทุกประการ แต่กลุ่มที่หนึ่งนั้นมีการพบปะพูดคุยกันระหว่างคนไข้ และช่วยเหลือกันตามโอกาส โดยทำเช่นนี้สม่ำเสมอสัปดาห์ละ ๙๐ นาที ต่อเนื่องนาน ๑ ปี อีกกลุ่มไม่มีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่ม ปรากฏว่าอัตราการอยู่รอดของกลุ่มแรกมากเป็น ๒ เท่าของกลุ่มที่สอง และยังพบอีกว่าในกลุ่มที่สองนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ๕ ปี ไม่มีผู้ป่วยคนใดมีชีวิตรอดเลย สภาวะจิตใจและความสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้น มีผลต่อร่างกายอย่างมิอาจปฏิเสธได้ การรักษาที่เน้นแต่การเยียวยาร่างกายหรืออวัยวะเฉพาะส่วน แต่ไม่สนใจสภาวะจิตใจของผู้ป่วยหรือความสัมพันธ์ที่เขามีกับผู้อื่น ย่อมเป็นได้แค่การรักษา “โรค” แต่มิใช่การรักษา “คน” ซึ่งในที่สุดแล้วก็มิอาจรักษาโรคได้ด้วยซ้ำ หรือถึงรักษาได้ โรคก็กลับมาใหม่ จะในลักษณะเดิมหรือลักษณะใหม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ในระยะหลังจึงมีการให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตใจและสังคมมากขึ้น แม้กระทั่งในโรงพยาบาลที่ใช้การแพทย์แผนใหม่ โรงพยาบาลเหล่านี้ถึงแม้จะยังใช้วิธีการรักษาร่างกายเฉพาะจุดเฉพาะส่วนเหมือนเดิม แต่ก็เพิ่มการฟื้นฟูบำบัดจิตใจขึ้นมา หลายแห่งสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้สวดมนต์ภาวนาตามความเชื่อของตน โดยเปิดห้องสวดมนต์หรือห้องทำสมาธิขึ้นในโรงพยาบาล ไม่ถือว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์อีกต่อไป ผู้บริหารโรงพยาบาลพบว่าวิธีนี้สิ้นเปลืองงบประมาณน้อยกว่าการพึ่งพายาและเทคโนโลยีซึ่งมีราคาแพงขึ้นทุกวัน แม้ว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะยังคงเน้นการรักษาอวัยวะมากกว่าที่จะสนใจเรื่องจิตใจหรือความรู้สึกผูกพันของผู้ป่วยในฐานะมนุษย์ แต่ประสบการณ์ของแพทย์และพยาบาลจำนวนไม่น้อยก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า จิตใจนั้นมีอานุภาพในการเยียวยารักษา ความเมตตาของหมอและพยาบาลสามารถทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นโดยที่ยังไม่ทันได้ให้ยาเลยด้วยซ้ำ เซอร์ วิลเลียม ออสเลอร์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษและอเมริกาเมื่อต้นศตวรรษที่ ๒๐ เคยกล่าวว่า ผลสำเร็จในการบำบัดรักษาของเขานั้นเป็นเพราะบุคลิกและพฤติกรรมของเขา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความรู้ทางการแพทย์ของเขาเลย นายแพทย์วิลเลียม เฮนรี เวลซ์ ซึ่งเป็นคนสำคัญในการบุกเบิกการแพทย์แผนใหม่ในอเมริกาได้พูดถึงบิดาของเขา ซึ่งเป็นหมอเหมือนกันว่า “ทันทีที่ท่านเข้าห้องผู้ป่วย คนป่วยจะรู้สึกดีขึ้นทันที บ่อยครั้งมิใช่เพราะการรักษาของท่าน แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของท่านต่างหากที่รักษาผู้ป่วยให้หายได้” ศรัทธาในแพทย์และความหวังว่าจะหายเมื่อได้พบแพทย์มีผลอย่างมากต่ออาการทางกายของผู้ป่วย แต่ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือบุคลิกที่เปี่ยมด้วยเมตตาของแพทย์และพยาบาล เมตตาจิตนั้นมีพลังอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึง การรักษาด้วยวิธีการที่ต่างไปจากการแพทย์แผนใหม่ อาทิ ชีวจิต ธรรมชาติบำบัด แมคโครไบโอติคส์ หากสามารถเยียวยาผู้ป่วยให้พ้นจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ได้ ก็เพราะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาวะจิตใจ และการใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ในการเยียวยารักษา โดยทำไปพร้อมกับการฟื้นฟูสมรรถนะของร่างกายทั้งระบบ แม้ว่าวิธีการเหล่านี้จะไม่สามารถอธิบายให้ละเอียดลงไปถึงระดับเซลหรือโมเลกุลอย่างที่การแพทย์แผนใหม่ถนัดก็ตาม แต่นั่นก็ไม่สำคัญเพราะชีวิตนั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนหรือเครื่องสแกนสมอง ดังที่พอล ไวส์ นักชีววิทยาชาวอเมริกันได้กล่าวว่า “ไม่มีปรากฏการณ์ใด ๆ ในระบบของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถอธิบายได้ในระดับโมเลกุล แต่ก็ไม่มีปรากฏการณ์ใดเลยที่อธิบายได้เฉพาะในระดับโมเลกุล” ความเครียด ความวิตกกังวล ความท้อแท้สิ้นหวัง ในทางพุทธศาสนาจัดว่าเป็นโรคอย่างหนึ่ง คือโรคทางใจ และโรคทางใจนี้มีความหมายรวมไปถึง “ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท” โรคทางใจเหล่านี้ถึงที่สุดแล้วเกิดจากความติดยึดที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ปรารถนาให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตน เมื่อไม่ได้ดังใจ จึงเกิดโรคเหล่านี้ขึ้นมา พูดอีกอย่างคือเป็นโรคที่เกิดจากความยึดมั่นในตัวตน โรคทางใจเหล่านี้ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โรคทางวิญญาณ”ในการบำบัดโรคทางใจหรือโรคทางวิญญาณดังกล่าว การทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ ผ่อนคลาย สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ได้ผลอย่างแท้จริงและยั่งยืน ต้องอาศัยการเปลี่ยนทัศนคติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องหรือสอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่าปัญญา ปัญญานั้นมีหลายระดับ เริ่มจากการเห็นว่าความเจ็บป่วยนั้นเป็นธรรมดาของชีวิต ความเข้าใจดังกล่าวช่วยให้ยอมรับความเจ็บป่วยได้ โดยใจไม่ทุกข์ทรมานไปกับอาการดังกล่าวมากนัก หรือการเห็นว่าโรคใด ๆ ก็ตามไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวต่อโรคนั้น ความสำเร็จของชีวจิตส่วนหนึ่งอยู่ที่การทำให้ผู้ป่วยเห็นว่ามะเร็งไม่ใช่โรคร้ายที่น่าสะพรึงกลัว แม้จะเป็นมะเร็งหรือมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เราก็สามารถมีความสุขได้ และอาจสุขยิ่งกว่าตอนก่อนป่วยด้วยซ้ำ ปัญญาขั้นที่สูงไปกว่านั้นคือ การเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะยึดมาเป็นตัวตนได้ แม้แต่ร่างกายก็ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ปัญญาดังกล่าวช่วยให้ปล่อยวางในร่างกาย และไม่ยึดเอาทุกขเวทนาทางกายมาเป็นของตน ดังนั้นแม้จะป่วยกาย แต่ก็ไม่ป่วยใจ ปัญญาที่ละวางความยึดติดในตัวตนนี้ ช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และโปร่งเบา ปลอดพ้นจากความเครียด ความโกรธ ความริษยา ความแข่งดี ความถือตัว เป็นต้น ปัญญาที่พัฒนาเต็มขั้นย่อมทำให้เป็นอิสระจากโรคทางใจได้อย่างสิ้นเชิง สุขภาวะหรือสุขภาพที่เกิดจากปัญญาดังกล่าว อาจเรียกว่าสุขภาวะทางปัญญาก็ได้
วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2006 at ที่ 21:10 น. by knoom
ป้ายกำกับ: บทความมติชน, พระไพศาล วิสาโล
วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551
เยือนสามค่ายเยาวชนฤดูร้อนที่เชียงดาว
| เยือนสามค่ายเยาวชนฤดูร้อนที่เชียงดาว | |||||||||||||||
|

