วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550








จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วตอนทำ อบรมวิทยากรโครงการวัยมันส์เท่าทันสื่อ ได้มีโอกาส เชิญกับน้องเกื้อ เกื้อกมล นิยม จากโรงเรียนรุ่งอรุณ มาเป็นวิทยากรรับเชิญ พูดคุยเรื่องการทำงานออกแบบหนังสือเรียน ในโครงการตำราของโรงเรียนรุ่งอรุณ จำได้ว่าเธอเอาวิชาออกแบบที่ร่ำเรียนมาจากอังกฤษ มาใช้ในงานออกแบบ ตัวหนังสือ สิ่งพิมพ์ได้อย่างน่าสนุกและ ฉงนฉงาย และทึ่ง ในวิธีคิด ของเธอและคณะครูของโรงเรียนรุ่งอรุณเป็นอย่างยิ่ง ว่างานออกแบบหนังสือเรียน หรือ ตำราดีๆสักเล่มสำหรับเด็กๆ เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน และ ท้าทายความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก เพราะตำราดีสักเล่มอาจทำให้ เด็กๆค้นพบวิธีการเรียนรู้ที่น่าสนุก และอาจนำไปสู่การปลุกเร้าศักยภาพของตัวเองที่หลับไหลอยู่ให้ตื่นขึ้นอย่างที่เราๆก็อาจจะคิดไม่ถึง
มองกลับมาที่ประสบการณ์ส่วนตัวเรื่อง หนังสือเรียน ย้อนกลับไปหลายๆปีก็ยังนึกถึงตำราเล่มโต ตัวหนังสือเยอะๆ รูปประกอบเชยๆ ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม เด็กไทยถึงฉลาดเฉลียวกันถ้วนทั่ว เสียดายที่ตัวเองเรียนหลักสูตรเก่า เป็นรุ่นสดท้ายก่อนที่จะเปลี่ยนระบบ รุ่นนิทานร้อยบรรทัด เลยทำให้พลาดการเรียนตำราภาษาไทยสุดคลาสสิคอย่างปิติ มานี ชูใจ ไปเสียฉิบ โชคยังดี หลายปีมานี่ เรามีโอกาสเห็นหนังสือเรียนที่น่าสนใจหลายเล่ม จากคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจเห็นความสำคัญของตำราเรียน มีฝีมือ และอุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ พยามสร้างแบบเรียนที่ส่าเรียนรู้ รูปประกอบสดใส มีเสน่ห์ ชวนให้เด็กๆอยากเรียนกันมากขึ้น อย่างคู่มือการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมของมูลนิธิโลกสีเขียว ชุดนักสืบสายน้ำ นักสืบชายหาด หรือ
ความพยายามจะผลิตหนังสือเรียนที่กระตุ้นพัฒนาการทางสมอง ( Brain base learning )ของสถาบันวิทยาการการเรียนรู้ แต่จะว่าไปถึงยังมีจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับเด็กไทยหลายล้าน ก็ยังดีกว่าไม่มีใครทำอะไรเลย
จนเมื่อเร็วๆนี้ ได้รับอีเมล์จากน้องเกื้อ ว่าขณะนี้งานที่เธอบ่มเพาะมาเป็นเวลากว่าสองปี ที่ทุ่มเทร่วมกับทีมผลิตตำราของโรงเรียนรุ่งอรุณ ก็ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แอ่น แอน แอ๊น.....
มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “หนังสือชุดคู่มือการสอนศิลปะ MORE THAN ART มากกว่าศิลปะ “
ทั้งหมดเป็นชุด 10 เล่ม ว่าด้วยกระบวนการศิลปะที่กระตุ้นการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงคุณค่าของสิ่งรอบตัว ช่างน่าสนใจและมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง ครอบคลุมทั้งเด็กเล็กเด็กโต โดยจัดลำดับดังต่อไปนี้

กลุ่มที่ 1 ชั้นประถม1-2 ทำความคุ้นเคยกับธรรมชาติ ผู้ให้เครื่องมือและจินตนาการในการทำงานศิลปะ ซึ่งสอดคล้องและท้าทายสมองของเด็กวัยนี้
เล่มที่ 1 ลองเล่นกับธรรมชาติ
เล่มที่ 2 อุปกรณ์ศิลปะจากธรรมชาติ
เล่มที่ 3 ปั้นดิน ปั้นใจ
เล่มที่ 4 ถักร้อยเส้นด้ายเชื่อมใจ
กลุ่มที่ 2 ชั้นประถม 3-4 ฝึกทักษะการสร้างงานศิลปะที่หลากหลาย อันมีขั้นตอนแบบแผนที่ต่อเนื่อง ชัดเจน เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจและรับรู้ในเรื่องของเหตุปัจจัย อันเป็นธรรมชาติที่แท้จริง
เล่มที่ 5 ลอกลายงานไทย
เล่มที่ 6 หุ่นเงา
เล่มที่ 7 พิมพ์ภาพ ภาพพิมพ์
เล่มที่ 8 ศิลปะสาธารณะกุศล

กลุ่มที่ 3 ชั้นประถม 5-6 ใช้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และทักษะที่สะสมมาประยุกต์ทำงานศิลปะที่ตนเองเป็นผู้กำหนดขั้นตอน
เล่มที่ 9 ตอกลาย
เล่มที่ 10 กิ่งไม้สร้างสรรค์


หนังสือชุดนี้ ฉันสั่งจองสองชุดรวด ด้วยว่ายังไม่เคยเห็นหนังสือ คู่มือการเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องศิลปะ ฉบับภาษาไทยที่น่าสนใจเช่นนี้มาก่อน เป็นหนังสือคู่มือที่ดีมากๆสำหรับคุณครู นักกิจกรรมสำหรับเด็ก ที่จะเอามาปรับใช้เป็นแนวทางในการทำกิจกรรม เพราะรวบรวมจากประสบการณ์ที่สั่งสม ลองผิดลองถูกของครูรุ่งอรุณจนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งครูและลูกศิษย์ ฉันจึงอ่านหนังสือชุดนี้ด้วยอาการ”อิน” เป็นอย่างยิ่ง กิจกรรมที่ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือคู่มือก็ไม่ใช่กิจกรรมพิศดาร มหัศจรรย์พันลึก แต่เป็นกิจกรรมง่ายๆ เป็นอิสระ สนุกสนาน ที่สำคัญการเรียนรู้ศิลปะสำหรับเด็ก เป็นเรื่อง “ระหว่างทาง” เป็นปัจจุบันขณะของการลงมือทำ ไม่ใช่การหวังผลของผลงานปลายทาง เพราะการลงมือทำงานศิลปะคือเวลาแห่งการฝึกฝนตนเอง บ่มเพาะมล็ดพันธุ์แห่งจินตนาการลงในจิตใจเด็กๆอย่างถาวร ที่ต้องทำบ่อยๆ เป็นประจำ ไม่ใช่ สัปดาห์ละหนึ่งคาบเรียน เหมือนที่วิชาศิลปะถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษา ที่พิกลพิการอย่างในปัจจุบัน


ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้เล่มละ 180 บาท (ทั้งชุด 10 เล่ม 1,700 บาท รวมกล่องสีสดใส สวยงาม)
สำนักพิมพ์สานอักษร โทร 02-8707512-3 ต่อ 163
อีเมล์ info@roomg-aroon.ac.th หรือ http://www.roong-aroon.ac.th/

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2550

วันที่สองในฮ่องกง

17 ก.ค 2550
ตื่นแต่เช้ามากินอาหาร ที่ร้านอาหารหน้าหอพัก ด้วยความงุนงง เพราะยังเช้าอยู่ ในราคานักศึกษา ประมาณ 15 -20 เหรียญ ก็ตกประมาณ 60-100 บาทไทย เป็นอะไรที่เหมือนมาม่าต้มกินเองบ้านเรายังอร่อยกว่า ต่อจากนั้นมาช่วยริชาร์ดเตรียมโบรชัวร์ เพื่อการนำเสนอpaper เรื่อง study tour ของมะขามป้อม แล้วเดินทางไปงุนงงต่อที่ hongkong acadany of performace เป็นสถาบันการแสดงขนาดใหญ่ของที่นี่ ตึกข้างๆเป็น hongkong art museum เป็นตึกหลายชั้นที่บรรจุโรงละครขนาดเล็ก โรงคอนเสิร์ต แกลลอรี่ ต่างๆนานา ไว้ให้ประชาชนพัฒนารสนิยม แหมน่าอิจฉาจริงๆ
กลับมาที่ apa เป็นสถาบันการแสดงทุกชนิด ตั้งดนตรี หนัง ทีวี ดนตรี ละคร ไว้ให้เยาวชนตี๋หมวยได้เล่าเรียนเกี่ยวกับศิลปะการแสดง เห็นเด็กวัยรุ่นแบกอุปกรณ์ดนตรีเดินท่อมๆมาซ้อมดนตรี แล้วให้นึกถึงบรรยากาศที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ศาลายา
ต่อจากนั้นเป็นการนำเสนอ ผลงานที่น่าสนใจของนักละครจากทั่วโลก เป็นเหมือนห้อง Mini workshop จัดในช่วงเวลาทุกครึ่งชั่วโมงตั้งแต่ 3.45 - 5.45 น เป็นเวลาที่เรียกว่า academic สำหรับการนำเสนอเรื่องราวของคณะละคร ที่น่าสนใจรวมทั้งองค์กรศิลปะจากทั่วโลก ห้องที่ริชาร์ดนำเสนอ คือ STUDIO 6 เป็นห้องเรียนเล็กที่คนฟังเต็ม ประมาณ 20 คนเห็นจะได้ ได้ยินภายหลังว่าบางห้องมีคนฟังแค่คนเดียวก็มี เพราะคุณเธอเล่นเปิดห้องพร้อมกันประมาณ 20 ห้องเห็นจะได้ คนก็เลยงุนงงว่าจะไปเรียนที่ห้องไหนดี การนำเสนอก็สั้นมากแต่สามสิบนาที กำลังได้ที่ก็ต้องหมดเวลาให้กับ lecturer คนต่อไปเสียแล้ว
เสร็จจากนั้นก็แบกตูดมาที่โรงละคร CATTLE DEPOT เพื่อเล่นละครเป็นวันแรก มาถึงก็เกิดอาการเหนื่อยอ่อน เจอเพียว เอ๊ด และพี่ตั้วกำลังโซ้ยข้าวหน้าเป็ดอยู่ที่ร้านอาหารแถวนั้นพอดี พวกเราก็เลยเข้าไปเนียนด้วยคนละชาม อิ่มกันละสิ
เดินมาถึงโรงละครก็ค่ำแล้ว เตรียมตัวเล่นรอบแรก การแสดงเรื่องแรกชื่อ Story of Mona จากปากีสถาน เป็นการแสดงง่ายๆที่ดูเหมือนหนังอินเดีย ว่าด้วยเรื่องการกดขี่ทางเพศของสังคมพื้นบ้านปากีสถาน ที่บังคับลูกสาวให้แต่งงานตอนอายุ 14 ทั้งๆที่เธออยากไปเรียนร้องเพลงในเมือง จนเธอก็เกิดอาการพยศ ไม่ยอมรับการคลุมถุงชน จนปู่และพ่อของเธอ ตีเธอจนบาดเจ็บ แล้วบังคับให้เธอแต่งงาน เธอแผลงฤทธิ์ในวันแต่งงาน จนโดนตีจนตาย เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในสังคมปากีสถาน จบเรื่องผู้กำกับหญิงชาวอิสราเอล ออกมานำกระบวนการforum theatre จนจบรายการจึงเป็นรายการของเรา คนดูเต็มโรง วันนี้จังหวะยังไม่ค่อยดี เหมือนกับค่อนข้างตื่นเต้น กับการแสดงรอบแรก แต่ผู้ชมก็มาให้กำลังใจกันคับคั่ง เล่นไปจนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จพอสมควร เจอไอ้แมน เพื่อน bigwind สมัยนานมากแล้ว มันยังบ้าเหมือนเดิม เสร็จเก็บของก็เลยกลับบ้านด้วยความอ่อนเพลียอย่างแรง



Posted by Picasa

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2550






วันแรกในฮ่องกง






16 ก.ค 2550

สวัสดี เช้าวันแรกที่ฮ่องกง ตื่นขึ้นมา งัวเงียนิดหน่อยเพราะเช้ากว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง เดินสะเงาะสะแงะไปหาอะไรกินข้างล่าง ที่ร้านอาหารเดียวกับที่กินเมื่อคืนนี้ คิดว่าจะสั่งโจ้กกิน แต่กลายเป็นมาม่ากับไส้กรอกไปซะอย่างงั้น ก็ดีอร่อยดี ค่าใช้จ่ายที่นี่แพงกว่าบ้านเรานิดหน่อย อาหารเช้า 15 เหรียญ กับกาแฟเย็น 5 เหรียญ รวมแล้วร้อยนึงพอดีๆ เดินไปดูดบุหรี่ไม่ค่อยจะมี ออกจากมหาลัยมาหน่อย เจอสวนเล็กๆ ใต้ถนนที่ไขว้ข้ามกันไปมา ที่นี่เขาใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์จริงๆ เล็กๆน้อยๆก็ไม่ได้ สร้างประโยชน์ให้สาธารณะจริงๆเลย เรานั่งรถเมล์ ไปเล่นๆเพราะยังมีเวลาเหลือ กะว่าจะนั่งชมเมืองสักเล็กน้อย มันพาเข้าเมืองพ้นตลาดที่เป็นเนินเขา แล้ววกขึ้น โทล์เวย์ยาวเบื้อย พาลงอุโมงค์มืดๆ ข้ามฝั่งไปเกาลูน อารมณ์เหมือนเยาวราช เรารอจนแน่ใจว่า รถเมล์สาย 907 จะกลับมาที่เดิมเพราะที่นี่บางทีรถเมล์ไม่วิ่งทับทางเดิมเพราะทางมันวนเวียนเหลือเกิน เราเดินลงย่านไชน่าทาว์น อันที่จริงมันก็ไชน่าทาว์นเหมือนกันหมดนั่นแหละ เหมือนเยาวราช แล้วนั่งรถกลับมาเจอกับริชาร์ดแล้ว ได้เวลาที่นัดกับน้องเจมี่พอดี มารับเราเดินทางไปที่ โรงละคร Cattle Depot Artist Village เป็นเหมือนโรงเตี๊ยมเก่า เข้าใจว่าต้องเป็นตึกที่สร้างตั้งแต่สมัยสร้างเมืองเป็นแน่แท้ เขาดัดแปลงโรงฆ่าสัตว์เก่าเป็น Art Space มีArt Museum และ โรงเก็บของเก่า เป็นอาคารติดๆกันสี่ห้าอาคารน่าสนใจมาก ในย่านที่เป็นที่อยู่อาศัยเก่าๆ โทรม อารมณ์เหมือนแฟลตดินแดงขนาดใหญ่ เดินอาหารกินเป็นโจ๊กฮ่องกงกับ ปาท่องโก๋อันเท่าควาย อิ่มไปสามวัน ขายโดยอาซิ่ม กะอาเฮียที่พูดอังกฤษไม่ได้ เลยต้องใช้นิ้วชี้ๆเอา มาที่นี่สั่งอะไรกินก็มักจะได้อีกอย่างเสมอ มันส์ดีแท้ แต่โจ๊กฮ่องกงรสชาติดีมากๆเลย เป็นโจ๊กปลากะพง รสชาติกลมกล่อมนุ่มลิ้นไม่คาว สมอยากกับที่อยากกินแต่สั่งพลาดไปเมื่อตอนเช้า เสร็จแล้วเดินกลับมาที่โรงละคร กลางแดดเปรี้ยง ที่ร้อนไม่แพ้กรุงเทพเลยสักนิด ที่เห็นในหนังฮ่องกงใส่สูทกันสุดริด กูว่ามันบ้าแท้ๆ ร้อนตับแตกดีแท้ กลับมาก็เจอเพียวกับเอ้ดดี้กำลังซ้อมเทคนิคกันอยู่ ส่วนพี่ตั้วกับริชาร์ดไปเตรียมตัวขึ้นเวที ในพิธีเปิด ก่อนหน้าแล้ว เราโฟกัสไฟเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว แล้วรีบตามไปด้วยการนั่งรถเมล์สาย 5 ไปที่ท่าเรื่อสตาร์เฟอร์รี่ สุดสายรถเมล์ เป็นตึกขนาดใหญ่ของ Hongkong Cultural Center มีโรงคอนเสิรต์ และ ห้องจัดนิทรรศการใหญ่โตทีเดียว เข้าไปลงทะเบียน แล้วแทรกตัวไปเนียนกับแขกผู้มีเกียรติ ที่มาจากคณะละครสายการศึกษาจากทั่วโลก นั่งรอด้วยคอกเทลสักครู่ก็เลยเดินเข้าไปในฮอลล์ เป็นโรงคอนเสริต์ แล้วสักพักการแสดงเปิดก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยนักดนตรีในภูมิภาค มาเล่นดนตรีแล้วมีนักเต้น มาเต้นบัลเล่ต์หยองแหยงไปมาสักพักมีพระเอกงิ้วออกมาวาดลีลา แล้วศิลปินนักเขียนอักษรจีนก็เขียนตัวอักษรใหญ่กลางเวที อารมณ์ยินดีต้อนรับ สักพักก็เชิญผู้ใหญ่มากล่าวเปิดคนละนานๆ รวมสามคน แล้วเชิญตัวศิลปินขึ้นเวที ทีละชาติ จนครบ แล้วทำพิธีปลูกต้นไม่ใหญ่ยักษ์ อุปมาว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ศิลปะ ที่จะเติบใหญ่ไว้กู้โลก ปิดท้ายด้วยสิงโตปักกิ่ง ตุ้งแช่ตัวใหญ่และฝีมือการเชิดไม่เลว เรียกความคึกคักและเร้าใจฝรั่งต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง
พวกเรากลับออกมาเมื่อเกือบ ห้าโมงครึ่ง พร้อมกับ Kokman Bernard และ Gwan จากมาเลเซีย มาแวะกินอาหารจีน เละๆไม่อร่อยที่สี่แยก แล้วกลับมาซ้อมต่อที่โรงละครหนึ่งเที่ยว การซ้อมดำเนินไปด้วยดี ไม่มีอุปสรรคอะไร โรงละครเล็กน่ารักขนาดกำลังดีกับคนดูที่ไม่มากเกินไป ด้วยความช่วยเหลือจากสามสาวเทคนิคเชี่ยนแห่งโรงละคร ONandON กลับมาหอพักด้วยการต่อรถเมล์อันยาวนาน จบวันแรกของการตะลุยเกาะฮ่องกงด้วยความหฤโหด เกินบรรยาย

มหาชนกตะลุยฮ่องกง






มหาชนก ตะลุยฮ่องกง
เดือนกรกฎาคมปีนี้ กลุ่มละครมะขามป้อมได้รับเชิญ ไปร่วมงานละครระดับโลก 2 งานติดกัน คือ งาน IDEA 2007 International Drama and Education Association ที่ฮ่องกงและและงาน Assiteg 2007 เกาหลี ฉันได้มีโอกาสติดตามชาวคณะในฐานะสมาชิกผู้เข้าร่วมงานและผู้ควบคุมเสียงในละครเรื่อง มหาชนก Never say die ที่นำไปร่วมในการประชุมคราวนี้ เลยบันทึกประสบการณ์สนุกๆมาเล่าสู่กันฟัง เชิญตอิดตามได้ณบัดนาว...........

15 ก.ค 50
ฉันนัดแนะกับริชาร์ด ไว้ตอน 11 โมง ที่สนามบินสุวรณภูมิ แบกสังขารมาเจอริชาร์ดในสภาพสะบักสะบอม เพราะเมิ่อคืนเพิ่งเสร็จงานปาร์ตี้ กับทีม Study Tour ของฝรั่งฝูงใหญ่ แล้วโซเซขึ้นเครื่องบินมาในสภาพครึ่งคนครึ่งอะไรไม่รู้ แล้วก็พาเราหนึ่งฝรั่ง หนึ่งจีน ข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่เกาะฮ่องกง ด้วยสายการบิน อามิเรต์ เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งเครื่องตะวันออกกลาง ด้วยอาการกลัวอาหารแขกขึ้นสมอง แต่ปรากฏว่าบริการและอาหารใช้ได้ทีเดียว ทำให้มายาคติเกี่ยวกับเรื่องอาหารแขกของฉัน วางลงไปได้มากทีเดียว สามชั่วโมงบนเครื่องบิน พาฉันมาร่อนลงที่สนามบินฮ่องกง เป็นรันเวย์บนเกาะเล็กๆ (อันนี้เห็นจาก กล้องเล็กที่ติดไว้แบบที่สายตานักบินจะเห็นแต่เขาถ่ายออกมาให้ผู้โดยสารดูด้วย) สนามบินใหญ่โต สวยงามแต่เล็กกว่าสุวรรณภูมิและไม่บ้าคลั่งขายของเท่าเรา ออกมาเจอ น้องหมวยเจมี่ มารับพวกเรา เธอเป็นอาสาสมัครที่รับหน้าที่ในการดูแลคณะละคร อารมณ์เหมือนนักศึกษา พาไปซื้อตั๋ว” Octopus Card “ ที่สามารถใช้เป็นบัตรเดินทางได้สำหรับการขนส่งทุกชนิดทั้ง รถใต้ดิน บนดิน รถเมล์ เรือเฟอร์รี่ หรือใช้ซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ และเครื่องขายของอัตโนมัติได้ด้วย นัยว่าเป็นปลาหมึกยักษ์ หนวดยั้วเยี้ยเหมือนเครือข่ายการขนส่งที่นี่ ราคาสูงเหมือนกัน สามร้อยเหรียญ เท่ากับพันห้า แพงเหมือนกันวะ เรานั่งรถ Airport Express เป็นรถหัวจรวดทันสมัยเป๊ะ ราคาตั๋ว 100 เหรียญต่อเที่ยว ใช้เวลาแค่ 28 นาที บึ่งจากสนามบินอันไกลโพ้นเข้าไปที่สถานี Hongkong เป็นเหมือนชุมทางต่อรถทุกชนิดในฮ่องกง แล้วนั่งรถเมล์สองชั้น ตั้กๆ เบอร์ 94 มาที่ มหาวิทยาลัยฮ่องกง เป็นหอพัก ชื่อ star hall มีหอพักอีกแห่งอยู่ใกล้ๆกันชื่อ Madam Tung Ho อะไรสักอย่างอยู่ใกล้ๆ เราได้ห้องชั้นสิบสี่ ขึ้นมา เข้าทีแรกก็ตกกะใจเพราะห้องมันเล็ก มีสองเตียง มีชั้นวางหนังสือและเขียนหนังสือ และตู้เสื้อผ้า เล็กๆให้ทุกห้อง มีห้องน้ำรวมแยกออกไป และ มองออกไปเห็นไฟวิบวับ ของอ่าวฮ่องกงยามค่ำคืน ก็น่าสนใจดีสำหรับการมาฮ่องกงคืนแรกของฉัน

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2550















กิจกรรมนิทานสัญจร
ผ่านไปแล้วกับกิจกรรมหลากหลายใน”โครงการนิทานสัญจร” ที่บ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ ปลูกเมล็ดพันธุ์ ความฝันและ จินตนาการลงในหัวใจเด็กๆ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ที่เริ่มต้นด้วยการเล่านิทานแสนสนุก เรื่อง “พระจันทร์อยากมีเพื่อน” นำทีมโดยพี่จิ๋ว นักเล่านิทานแม่ลูกอ่อน ร่วมด้วยพี่บอย สามีสุดที่เลิฟเป็นผู้ประสานงาน กับ พี่ปุ้ย คอยทำหน้าที่พิธีกรและกองหลังสนับสนุนสุดตัว ทั้ง 3 สมาชิกแห่งกองกำลังบำรุงฝัน ชักชวนพี่เด็กๆ ชั้นป. 5-6 แห่งโรงเรียนบ้านทุ่งหลุก มาเป็นแนวร่วม ด้วยการฝึกฝนวิทยายุทธ์วิชาการเล่านิทาน เล่นละครกันอย่างสนุกสนาน จนในที่สุดก็ได้นิทานละครสุดหรรษาเรื่องลูกหมูสามตัว
( สงสัยว่าเอาเค้าโครงเรื่องและตัวละคร มาจากสมาชิกกองกำลังทั้ง 3 )ทั้งหมดจึงชักชวนกันตระเวนแสดงไปทุกศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลในตำบลเชียงดาว สร้างความหวาดผวา เอ้ยไม่ใช่ ความสนุกสนาน ทั้งเด็กๆและคุณครู จนป่านนี้เด็กๆก็ยังคงร้องเพลง จากนิทานกันลั่นโรงเรียน อีกไม่นานพี่จิ๋วก็คงกลายเป็นป้าจิ๋วนักเล่านิทานประจำตำบล ไม่เชื่อลองดูภาพประกอบ



ละครโรงเล็กเด็กเชียงดาว ครั้งที่ 3

27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สมาชิกละอ่อนหนอนน้อยเกือบสามร้อยชีวิต ยกทัพบุกยึดเนื้อที่เต็มโรงละครมะขามป้อม ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้มาร่วมงาน “ ละครโรงเล็กเด็กเชียงดาว ” ที่จัดขึ้นทุกเดือนติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 แล้ว
เมื่อละอ่อนน้อยลงจากรถโรงเรียนได้ ก็วิ่งตื๋อเข้าแถวตรงมาที่โรงละคร เข้าซุ้มนิทานแสนสนุกที่รอต้อนรับโดย พี่เลี้ยงนักเล่านิทานจากกลุ่มละครเยาวชนข้าวนึ่ง จากโรงเรียนเชียงดาววิทยาคมเป็นการอุ่นเครื่อง เด็กๆทำหน้าเคลิบเคลิ้ม จินตนาการตามนิทานที่พี่ๆเล่ากันอย่างเพลิดเพลิน เมื่อได้เวลา สมาชิกจากโรงเรียนอนุบาลและประถมเกือบทั้งตำบลมากันครบครัน จึงถึงเวลาของละครนิทาน เรื่อง “ลูกหมูสามตัว” โดยพี่ๆ นักแสดงตัวน้อยจากโรงเรียนทุ่งหลุก(อินเตอร์แนชั่นแน่วววววววว) ละครเรียกเสียง เฮๆ ฮาๆ เป็นระยะ แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคนดู ก็คือพี่ๆนักแสดงนั่นเอง และแล้วก็มาถึงช่วงที่ทุกคนรอคอย ละครเรื่อง พระจันทร์อยากมีเพื่อน โดยพี่จิ๋ว พร้อมด้วยทีมนักร้องนักดนตรีโดย น้องดาว ลุงริชาร์ด พี่บอย และทีมเชิดหุ่นโดย พี่จำปี พี่ปุ้ย พี่มายูมิ น้องกอล์ฟ และคณะ
หลังละครจบก็เป็นช่วง เด็กน้อยปฏิบัติการศิลปะ ในซุ้มต่างๆ ทั้ง ซุ้มทำหน้ากาก ซุ้มทำหุ่นไล่กา ซุ้มนิทาน ซุ้มวาดรูประบายสี ซุ้มหุ่นมือ อลหม่านกันทั้งเด็กทั้งครู จากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ด้วยความสุขและรอยยิ้ม เต็มสองแก้มมมมมมมมมมมมมตุ่ย

ขอขอบคุณ คุณเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย ที่บริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายโปสการ์ด เป็นค่าอุปกรณ์วาดรูปและหนังสือนิทานให้แก่เด็กๆ จ้า














โครงการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น “เรียนรู้ชุมชนผ่านกิจกรรมละคร” เริ่มต้นแล้ว
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ เหล่าสมาชิกมะขามป้อม เชียงดาว จัดประชุมชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจ และหาความร่วมมือกับชุมชน ด้วยการประชุมผู้ปกครองนักเรียน คณะครู และ อบต.ที่โรงเรียนบ้านทุ่งหลุก ซึ่งตลอดปี 50 นี้ เรามีแผนการทำงานร่วมกับชุมชนโดยเฉพาะโรงเรียนรอบๆหมู่บ้าน จึงจัดทำโครงการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น“เรียนรู้ชุมชนผ่านกิจกรรมละคร” ร่วมกับโรงเรียนในชุมชน โดยเริ่มต้นที่โรงเรียนบ้านทุ่งหลุกเป็นโรงเรียนแรก ในโครงการประกอบด้วยกิจกรรมสนุกๆ ตลอดทั้งปี เช่น การอบรมทักษะการแสดงละครเบื้องต้น อบรมการถ่ายภาพเรื่องของดีๆในหมู่บ้าน เรียนวาดภาพสีน้ำตามท้องทุ่ง ฝึกแต่งนิทานจากตำนานเรื่องเล่าในชุมชน ลองทำของเล่นพื้นบ้านกับพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย อบรมละครหุ่นสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ ฝึกเป็นมัคคุเทศก์น้อยขี่จักรยานเที่ยวรอบหมู่บ้าน และ ปิดโครงการด้วยนิทรรศการแสดงผลงานเด็กๆช่วงปลายปี ในงาน “มหกรรมมหัศจรรย์วันหุ่นฟางข้าว”
โดยกิจกรรมทั้งหมดเราจะรวบรวม จัดทำเป็นกิจกรรมการเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่น “เชียงดาวบ้านเฮา” เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่ดีงามของชุมชน จนเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดต่อไป

ข่าวดี ! โครงการนี้รับอาสาสมัครผู้สนใจไปช่วยงานเป็นครูอาสาใครคิดว่ามี หัวใจอาสา อยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ก็เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ อีกไม่นาน เราจะประกาศข่าวให้ทราบทางเวบไซต์ต่อไปจ๊ะ